วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

tons to tell

เริ่มจากอะไรก่อนดีละคะ คืออ่านจบไปหลาบเรื่องเหมือนกัน เอาเป็นเริ่มจากหนังสือประวัติศาสตร์ไทยที่เราได้อ่านเป็นภาษาอังกฤษ เอ๊ะ งงไหมคะ ความจริงก็มีเขียนเป็นภาษาไทยด้วยแหละคะ แต่บังเอิญได้ยืมจากคุณป้าที่รักมา เลยได้อ่านเป็นภาษาอังกฤษ แหม เกริ่นมาเนิ่นนาน บอกเลยแล้วกันว่าชื่อเรื่อง Lords of Life หรือชื่อภาษาไทยคือ "เจ้าชีวิต" นั่นเอง เขียนโดย Prince Chula Chakrabongse ท่านเขียนได้ลื่นไหลมาก เป็นหนังสือประวัติศาสตร์เล่มแรกที่เราอ่านแล้วติด วางไม่ลง รู้สึกเหมือนอ่านนิยายยังไง ยังนั้นเลยทีเดียว อีกอย่างนึงที่ชอบเกี่ยวกับหนังสือเล่มนึ้คือ ท่านผู้เขียนได้ทำการค้นคว้าข้อมูลไม่ใช่จากทางคลังความรู้ของคนในประเทศเท่านั้น แต่ยังได้ค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมจากจดหมายของชาวต่างชาติ รวมทั้งเอาความเห็นเชิงวิเคราะห์เรื่องประวัติศาสตร์ไทยจากคนอื่น ยกมาให้เราได้เห็นกันอีกด้วย นอกจากนั้นที่ทำให้เป็นสิ่งพิเศษมากก็คงหนีไม่พ้นประสบการณ์ของท่านผู้เขียนนั่นเอง

ต่อจากหนังสือเล่มนี้ก็มาพูดถึงหนังสือไทย และเขียนเป็นภาษาไทยกันบ้าง เรื่อง "มณีแดนสรวง" โดย คุณพงศกร เป็นหนังสือรวมเล่มจากทางสำนักพิมพ์พลอยแกมเพชร แนวแฟนตาซี รัก โรแมนติก คอมเมอร์ดี เป็นเรื่องเกี่ยวกับนางฟ้าน้อยที่ซุกซน(ปนแอบหวังดี) พยายามไปแก้ไขชะตามนุษย์โลก ซึ่งเป็นการแหกกฎสวรรค์อย่างแรง บิดาของนางฟ้าน้องจึงได้ลงโทษให้ตนและเพื่อนเทวดาหนุ่มลงมาบนโลกมนุษย์ โดยที่ตนเองมีสภาพเหมือนมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น ไม่มีเวทมนต์แต่อย่างไร เรื่องใสๆน่ารักๆ ทำให้อ่านไปอมยิ้มไปโดยไม่รู้ตัว นอกจากเรื่องราวรักๆ ความวุ่นวายมากมายระหว่าง มนุษย์กับนางฟ้า นางฟ้ากับพยามาร พยามารกับมนุษย์ที่ให้คนอ่านลุ้นกันตัวโก่งแล้ว ผู้เขียน คุณพงศกรยังได้สอดแทรกเรื่อง "ไตรภูมิพระร่วง" หรือ "ไตรภูมิกถา"ไว้ให้ผู้อ่านได้รำลึกถึงตอนเรียนชั้นมัธยมกันด้วย สำหรับเราแล้วแอบคิดว่าช่วงที่บรรยายเรื่องไตรภูมิพระร่วงในบางช่วงยาวไปนิดนึง (ตอนนี้คนอ่านคงงงเราแล้วละซิว่า อ่านเล่มแรก กับเล่มนี้เนี่ยคนละแนว สุดขั้วมากๆ)

เล่มต่อมาเป็นภาษอังกฤษอีกแล้วละ เป็นหนังสือที่รวมงานเขียนเรื่องสั้นของนักเขียนชาวสก๊อตชื่อดังไว้ถึงสามคนด้วยกัน (อเล็กซานเดอร์ แมคคอสมิต, เอียน แลงคิน, ไอริน เวช) ส่วนคำนำก็ได้นักเขียนดังก้องโลกอย่าง เจ เค โรลิง มาเขียนให้ หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นโดยโครงการThe ONECITY Trust เป็นกึ่งมูลนิธิช่วยเหลือและพัฒนาสังคม สภาพแวดล้อมในเมืองเอดินบะระ ประเทศสก๊อตแลนด์ จุดประสงค์ต้องการลดอาชญกรรมและประสานใจคนให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อทำให้เมืองเป็นเมืองที่น่าอยู่ยิ่งขึ้น ช่างเป็นโครงการที่อ่านจุดประสงค์แล้วน้ำตาคลอเบ้าจริงๆ ไม่แน่ใจว่าจะมีหนังสือเล่มนี้ขายในเมืองไทยที่ร้านไหนหรือเปล่า หากผู้ใดเจอว่าขายที่ไหน ยังไงก็บอกกันบ้าง เผื่อคนอื่นจะได้ไปลองอ่านกันนะคะ คือ3นักเขียนดังนี้ เขียนแนวๆสีบสวน ลึกลับ อะไรทำนองนั้น แต่สำนวนต่างกันโดยสิ้นเชิง ถ้าเกิดมีขายก็เป็นโอกาสดีของเราที่จะไปลองซื้ออ่าน เพื่อลองเช็คดูก่อนว่าแนวเขียนของนักเขียนคนไหนที่เราคิดว่าเราชอบ แล้วค่อยไปตามซื้อนิยายเขาได้
ตอนนี้ขอพักไว้แค่3เล่มก่อนแล้วกันคะ ส่วนมีเรื่องเล่าอื่นๆ หนังสือใหม่ที่เพิ่งอ่านจบไปนั้น ขอยกมาเล่าเป็นครั้งถัดไป มีใครอยากแนะนำหนังสือแนวไหนก็บอกมาได้นะคะ อยากลองอ่านหลายๆแนวอยู่แล้ว
ไว้เจอกันเมื่อหนังสือเมื่อหนอนหนังสือกินหมดเล่มหน้านะคะ

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ประสบการณ์เมืองผู้กล้า


คุณหนูในเมืองผู้กล้า

“หนูไปเรียนโทที่ไหนหรอ”
“ไปเรียนที่เมืองสเตอริง สก็อตแลนด์คะ”
“หรอ.... แล้วต้องไปเรียนภาษาสก็อตไหม”
“ไม่คะ สก็อตแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรอังกฤษคะ”
นี่เป็นคำถามหนึ่งที่เรามักได้รับเวลาบอกผู้อื่นว่าเราไปเรียนที่สก็อตแลนด์ ในยุคก่อนหน้าที่เด็กไทยจะนิยมไปเรียนอังกฤษนั้น สก็อตแลนด์ถือว่าไม่อยู่ในแผนที่โลกเลยก็ว่าได้ ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีความสำคัญ เพียงแต่เราไม่รู้เท่านั้นเอง แล้วยิ่งคำท้ายเป็นคำว่า แลนด์ ที่แปลว่าแผ่นดิน หรือประเทศแล้ว ก็ยิ่งเป็นอะไรที่ทำให้คนฟังครั้งแรกคิดไปว่าเป็นประเทศนึงสักประเทศ อาจจะเป็นในแถบยุโรปสักแห่ง แต่สำหรับคนไทยที่รู้จักสก็อตแลนด์แล้วก็จะเป็นอีกแบบนึง
“สก็อตแลนด์หรอ ไม่ใช่อังกฤษหนิ (บางคนหัวเราะเยาะด้วยซ้ำ)”
“คะ เขาไม่ใช่อังกฤษ แต่เป็นคนประเทศเดียวกัน”
อันนี้เจอหลายคนเหมือนกันที่หัวเราะว่าเราจะไปเรียนที่นั่นแล้วยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอีก มันก็เลยทำให้ผู้เขียนลำบากใจพอดูว่าจะต้องพูดอย่างไรให้เขาเข้าใจได้ง่ายๆดี เวลาที่คนอื่นเขามาถามถึงเมืองที่เราไปเรียนต่อปริญญาโท ผู้เขียนคิดว่าสาเหตุของความสับสนอันนี้เนื่องมาจากการที่คนไทยเรียกสหราชอาณาจักรอังกฤษแบบย่อๆสั้นๆว่า ประเทศอังกฤษ หรือบางคนก็พูดแต่คำว่า อังกฤษ อย่างเดียว ถ้าเราแปลตามศัพท์แล้วเราจะรู้ทันทีว่าในเกาะนี้รวบรวมรัฐคล้ายกับอเมริกา แต่ในนี้มีแค่4รัฐ หรือ4ชนชาติใหญ่ๆคือ อังกฤษ เวลส์ สก็อตแลนด์และไอแลนด์เหนือ โดยที่ไอแลนด์เหนือคนคงไม่ค่อยสับสนถ้าดูแผนที่เพราะเป็นเกาะข้างๆเกาะอังกฤษที่มีรูปร่างใหญ่กว่า แล้วในเกาะใหญ่กว่าเนี่ยแหละที่น่าสับสนยิ่งแก่การอธิบาย ตัวอังกฤษเองจะอยู่โซนตรงกลางเกาะ เวลส์จะอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนสก็อตแลนด์นั้นจะอยู่ทางเหนือ ถ้าคนไม่รู้ก็อธิบายกันยาว ส่วนคนที่รู้เวลาพูดก็พูดสั้นๆ เลยเหมือนเราไม่รู้อีก มึนกันไป แล้วทีนี้พอคนรู้ว่าสก็อตแลนด์อยู่ไหน ก็จะไม่รู้จักเมืองที่ชื่อว่าสเตอริงคะ คนไทยส่วนใหญ่มักจะรู้จักเอดินบะระกับกลาสโกวมากกว่า
“ไปเรียนเมืองไหนหรอ กลาสโกวหรือเอดินบะระ”
“อ้อ ไม่ใช่คะ เมืองชื่อสเตอริง”
วิธีแก้ปัญหาอาการงงงวงให้ผู้ที่ถามคือ
“เมือง brave heart นะคะ”
เป็นอะไรที่ใช้ได้ผลมากคะ เพราะหนังเรื่องนี้มันดัง ถึงแม้ว่าสถานที่ถ่ายทำไม่ได้ใช้ที่เมืองนี้เลยก็ตาม จะว่าไปแล้วตลอดการสนทนาเรื่องนี้เนี่ย คนอื่นจะเข้าใจผู้เขียนต่อเมื่อประโยคหลังสุดนี่แหละ เหตุการณ์เหล่านี้ เป็นแรงบันดาลใจเล็กๆที่ทำให้ผู้เขียนอยากเล่าเรื่องเมืองนี้เล็กๆน้อยๆ ประกอบกับการไปเรียนเมืองนี้ในฐานะเด็กต่างชาติคนนึงว่าเป็นอย่างไร

ไว้จะแปลเป็นอังกฤษ แล้วก็ตอนถัดไปจะมาเร็วๆนี้นะคะ

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ความจริงอันน่าเกลียดกับข้อกฎหมาย

ไปนั่งเล่นในสตาร์บั๊ค เลยได้หยิบนิตยสารฟรี 24 7 มาอ่านดู ก้เจอบทความเกี่ยวกับเรื่องนักเขียนไทยกว่า300คนลงนามในจดหมายเรียกร้องให้มีการยกเลิกกฎหมายมาตรา112 หรือเป็นที่รู้จักกันชื่อสั้นๆว่า "กฎหมายหมิ่น" เราเลยกลับมาค้นเพิ่มเติมว่าตัวกฎหมายเขียนไว้ว่าอย่างไรบ้าง ลองหาอ่านกันได้โดยsearch google หรือลองย่อๆทางเวปนี้ดูนะคะ http://www.kodmhai.com/m2/m2-2/m2-107-112.html

ทางผู้เขียนtumtumแห่งนิตยสาร24 7 ตั้งคำถามและให้ข้อคิดไว้ดีมาก โดยถามว่าการทำแบบนี้"เพื่ออะไร" และข้อคิดคือ ถ้าหากคนเราเรียกร้องสิทธิ์จากผู้อื่นแล้ว หรืออะไรที่มีผลกระทบโดยรวม ต่อผู้อื่น ก็ควรที่จะชี้แจงและให้คำอธิบาย เหตุผล ให้ชัดเจนออกมา เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ รวมทั้งต้องเปิดใจกว้างยอมรับความคิดเห็นผู้อื่นอย่างเต็มภาคภูมิ ทั้งที่คนอื่นเห็นต้วยหรือไม่ก็ตาม เข้าใจหรือไม่ก็ตาม


สำหรับใครที่เคยดูหนังเรื่องหนึ่งที่พระเอกเล่นโดย หนุ่ม(ใหญ่)ชาวสก็อต อาจจะพอเข้าใจในสิ่งที่เราจะพูดต่อไปนี้นั่นก็คือ ความจริงบางทีก็เป็นสิ่งน่าเกลียดเหมือนกัน (Ugly Truth) ส่วนตัวแล้ว เข้าใจทั้งทางด้านคนที่อยากให้ยกเลิก และคนที่ไม่อยากให้ยกเลิก ข้อดึของการยกเลิกคือเรามีสิทธิเสรีภาพเพิ่มขึ้น แต่ข้อเสียคือชื่อเสียง และชื่อเสีย ทั้งๆที่เป็นเรื่องจริงหรือไม่จะออกมาได้ง่ายขึ้น คล้ายๆกับการเขียนวิจารย์ดาราแบบแรงๆในสมัยนี้ ที่ดูนับวันจะน่ากลัว แค่อ่านผ่านๆก็รู้สึกว่าเลือกซิบออกมาทันตากันเลยทีเดียว ลองคิดเล่นๆแล้วกันนะคะ คือเรื่องจริงบางเรื่องไม่มันอาจจะน่าเกลียด แต่มันก็เป็นความจริงที่คนทั่วไปควรได้รับรู้ไว้บ้าง แต่เรื่องจริงบางเรื่องถึงแม้ว่ามันจะน่าเกลียด ไม่ต้องเอามาประกาศคนก็รับรู้กันได้อยู่ดี ไม่จำเป้นต้องเอาออกมาเผยแพร่ให้เสียชื่อเสียงไปกว่าเดิม

สุดท้ายนี้ อยากให้ทุกคนลองคิดดีๆ ก่อนที่จะทำอะไรลงไป เพราะความจริงอันน่าเกลียดนี้มันจะปรากฎต่อสายตาผู้อื่นไม่ช้าก็เร็ว ถ้าเราทำตัวไม่ดีเอาไว้ แล้วก็อยากให้ทุกคนใช้เหตุผลในการคิด ตัดสินใจ และกระทำทุกอย่าง อย่างมีสติที่สุด อย่าใช้อารมณ์เป็นใหญ่นะคะ

ปล.ขอย้ำสักล้านที ณ ที่นี้ว่า ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าข้างคนที่เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับกฎหมายข้อนี้แต่อย่างใด เพียงแต่อยากให้ทุกคนนั่งนึกตรึตรองกับเรื่องราวต่างๆสักนิดนึง

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

What's too good?????

While I am hunting for job, another book on my shelf was read and finished by me. This one written by Simon Mawer called ''The Gospel of Judas''.  There are a lot of discussion and objects, professions suspect they are propachy and gospel of Judas. For those who read Dan Brown's stories might interest to try like me. In my opinion, this did not impress me much.The story start exciting after middle of book.

What I'm thinking while I read this book is. A person who everyone complain he or she is bad, they could all give million and million of reasons why they hate or think these people is bad. Have anyone experience other complain that you are too good? I'm that person. In my life, there are 2 or 3 persons I know told that I am too good! Of course, they did not give any reason for me, what the word 'too good' mean?. So I have no idea how to improve or change myself. Some of my friend said they are just a bunch of people who felt bad when they spent time with me. They felt guilty when they talk to me. To be honest, be too bad or just bad, you can get some advice and improve yourselves (if you open and ready to do it), but for being too good, I'm not quite sure which direction or where I can get an advice.

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Book I read

สวัสดีทุกท่าน นี่เป็นบทความแรกของการใช้บล็อคเกอร์คะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยแล้วกัน


เราเพิ่งอ่านหนังสือเรื่อง "โชคลาง" เขียนโดย อิสสร์คะ ถามว่าผู้เขียนเชื่อเรื่องโชคลางหรือเปล่า ก็เชื่อบ้างนะคะ เช่นไม่ใช่ชุดสีดำไปงานมงคล แต่ไม่ถึงขั้นเห็นแมวดำจะต้องรีบไปทำบุญสะเดาะเคราะห์ หนังสือเล่มนี้เขียนเป็นตอนๆ เรื่องๆ เล่าถึงความเชื่อเรื่องโชคลางต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นของทางตะวันตก(อังกฤษและประเทศแถบยุโรป)ที่มีเปรียบเทียบความเชื่อทางเอเชียบ้างเป็นครั้งคราว

คุณอิสสร์ได้นำเสนอเรื่องราวโชคลางในเรื่องให้ความรู้ความเข้าใจความคิดของคนยุคก่อน ประกอบกับวัฒนธรรมที่สืบเนื่องจนปัจจุบัน ไม่ได้เชิญชวนให้เชื่อแต่อย่างใด อ่านเอาความรู้ความบันเทิงเป็นที่ตั้งมากกว่า ถือว่าเป็นหนังสืออ่านเล่น อ่านยามว่าง ยามรอตัวแห้งเวลาว่ายน้ำเสร็จ รอหวานใจที่มาช้าไปเป็นชั่วโมง รออาหารที่ต้องไปวัตถุดิบจากต้นกำเนิดได้อย่างดี เพราะเขียนเป็นเรื่องๆตอนๆไป อ่านแล้วไม่น่าเบื่อ หรือใครที่อ่านค้างไว้แล้วไปทำธุระอื่นก็กลับมาอ่านได้อย่างง่าย ไม่ต้องย้อนอ่านเนื้อหาด้านหน้าให้เบื่อหน่ายเหมือนกับนิยาย เรื่องยาวทั่วไป

สิ่งที่เราชอบเป็นที่สุดคงจะเป็นเรื่องความเชื่อในเรือ เราว่ามันน่าขันตรงความบังเอิ๊ญบังเอิญของเรือลำนึงที่มีกัปตันฉายาว่า Captain Death มีลูกเรือคนนึงชื่อ Devil แพทย์ประจำเรือชื่อGhost ประกอบกับเรือลำนี้ต้องออกจากท่าเรือที่ชื่อว่าExecution Dock ที่แปลว่าลานสำเร็จโทษอีกต่างหาก โอ้โห อะไรมันจะบังเอิญได้ขนาดนั้น เราเองไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องตั้งใจหรอกคะ เพราะใครๆเขาก็อยากได้ชื่อที่เป็นมงคลต่อการเดินทาง ทำกิจการต่างๆอยู่แล้วจริงไหมคะ ถึงแม้จะเป็นในยามรบก็ตาม เราว่ามันก็ไม่ควรที่จะออกจากท่าเรือลานสำเร็จโทษนะ ก็คงไม่ต้องเดากันว่าชะตาของเรือลำนี้เป็นอย่างไรละนะคะ

เท่าที่อ่านมา ส่วนใหญ่แล้วความเชื่อจะมาจากยุคกลาง ยุคมืดของทางยุโรป โดยเฉพาะประเทศอังกฤษ ตอนที่เราไปเรียนอยู่ที่เกาะอังกฤษเนี่ย ไปเที่ยวไหนก็มีแต่ทัวร์ผี แต่บรรยากาศก็ให้อยู่นะคะ ตึกเก่าๆ แต่เราเป็นคนกลัวผีพอสมควร ไม่อยากทัวร์แบบนี้หรอกคะ

ลองหาอ่านกันได้คะ หนังสือรวมเรื่องจาก"พลอยแกมเพชร"

เจอกันครั้งหน้า อาจจะเป็นภาษาอังกฤษบ้างนะคะ